ขอน้อมกราบ สักการะบูชา "หลวงพ่อโอภาสี" เว็บไซต์มิใช่เว็บไซต์ของทางวัด จุดประสงค์ในการจัดสร้าง เพื่อเป็นการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของหลวงพ่อ ด้วยจิตศรัทธาอย่างแท้จริงและไม่หวังผลประโยชน์ใดทั้งสิ้น ขอบารมีของหลวงพ่อคุ้มครองรักษาทุกท่านด้วยเทอญ

คลิปรายการปักกลด official Channel ตอน อภินิหาร หลวงพ่อโอภาสี

669

อภินิหารหลวงพ่อโอภาสี: 4 เรื่องเล่ากรรมย้อนคืนและเมตตา

บทความนี้สรุปและเรียบเรียงจากคลิป “อภินิหาร หลวงพ่อโอภาสี” ผลิตและเผยแพร่โดยช่อง Pakklod New official Channel
รับชมคลิปต้นฉบับบน YouTube

หลวงพ่อโอภาสีแห่งอาศรมบางมดเป็นพระเกจิอาจารย์ซึ่งได้รับความเคารพศรัทธาอย่างกว้างขวาง เรื่องราวของท่านไม่ได้เป็นที่กล่าวถึงเฉพาะการบูชาไฟหรือการนำสิ่งของถวายมาเผาเป็นพุทธบูชาเท่านั้น แต่ยังมีคำบอกเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์อัศจรรย์อีกหลายเรื่อง

คลิป “อภินิหาร หลวงพ่อโอภาสี” จากช่อง Pakklod New official Channel ได้นำเรื่องเล่าที่สะท้อนทั้งเรื่องกฎแห่งกรรม การให้อภัย ความเมตตา และการไม่ยึดติดในทรัพย์สินมาถ่ายทอด โดยมีเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่ก้อนหินที่ย้อนกลับไปทำร้ายผู้ขว้าง ผู้ใช้ปืนยิงขู่จนต้องเผชิญคดีความ คนขโมยของในสำนักสงฆ์ที่เกิดอาการผิดปกติ ไปจนถึงธนบัตรขวัญถุงที่มีคำบอกเล่าว่าเดินทางข้ามประเทศอย่างน่าอัศจรรย์

เนื้อหาทั้งหมดเป็นเรื่องเล่าและประสบการณ์ในสายศรัทธา มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการพิจารณา

จากพระมหาชวนสู่หลวงพ่อโอภาสี

ก่อนเป็นที่รู้จักในนามหลวงพ่อโอภาสี ท่านมีนามเดิมว่า “ชวน มะลิพันธุ์” และเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมภายในสำนักวัดบวรนิเวศวิหาร จนสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค ผู้คนจึงเรียกท่านว่า “พระมหาชวน”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อพระมหาชวนเดินทางไปร่วมงานทอดกฐินที่วัดเขาสาริกา จังหวัดลพบุรี และได้พบกับหลวงพ่อกบ ท่านเห็นหลวงพ่อกบนำสิ่งของที่มีผู้ถวายมาเผา จึงเข้าไปกราบเรียนถามถึงเหตุผล

เมื่อได้รับฟังธรรมและแนวคิดเกี่ยวกับการเผาความยึดติด พระมหาชวนเกิดความเลื่อมใสอย่างมาก หลังกลับมาวัดบวรนิเวศฯ ท่านจึงลดความสนใจด้านปริยัติและหันมามุ่งปฏิบัติกรรมฐาน ออกธุดงค์ และบูชาไฟตามแนวทางที่ได้รับจากหลวงพ่อกบ

การเผาข้าวของภายในวัดสร้างความกังวลให้แก่พระภิกษุรูปอื่น เพราะวัดบวรนิเวศฯ เป็นวัดหลวงฝ่ายธรรมยุต อีกทั้งกองไฟอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่เสนาสนะภายในวัด

พระมหาชวนจึงได้รับทางเลือกสองทาง คืออยู่ที่วัดต่อไปแต่ต้องยุติการบูชาไฟ หรือออกไปปฏิบัติในสถานที่อื่น ท่านตัดสินใจเลือกทางที่สอง แบกกลดออกจากวัดและเริ่มเรียกตนเองว่า “โอภาสี” โดยกล่าวในทำนองว่า พระมหาชวนคนเดิมได้จากโลกนี้ไปแล้ว ผู้ที่อยู่ในขณะนี้คือโอภาสี

ปักกลดกลางสวนส้มบางมด

หลวงพ่อโอภาสีเดินทางมาปักกลดบนลานดินว่างภายในสวนส้มที่ตำบลบางมด ออกบิณฑบาตและจุดไฟบูชาเป็นประจำ ผู้ที่เคยศรัทธาท่านตั้งแต่สมัยอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯ ได้ติดตามมาคอยอุปัฏฐาก

ต่อมาเจ้าของสวนถวายที่ดินบริเวณโดยรอบให้จัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ และค่อย ๆ พัฒนาเป็นสถานที่ที่ผู้ศรัทธาเดินทางมากราบสักการะหลวงพ่อโอภาสีจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกชาวสวนบางส่วนกังวลว่า กองไฟของหลวงพ่ออาจลุกลามไปไหม้สวนส้มและสวนมะพร้าว จึงเกิดความพยายามขับไล่ท่านออกจากพื้นที่ และนำไปสู่เรื่องเล่าอภินิหารเรื่องแรก

เรื่องที่หนึ่ง: ก้อนหินย้อนกลับทำร้ายผู้ขว้าง

ตามคำบอกเล่า ชายชื่อ “นายตี๋” ได้รับค่าจ้างจากเจ้าของสวนผู้ไม่พอใจหลวงพ่อโอภาสี ให้หาวิธีทำให้หลวงพ่อถอนกลดและออกจากบริเวณนั้น

คืนหนึ่ง นายตี๋นำก้อนหินจำนวนมากใส่ถุงไปซ่อนไว้ใกล้บริเวณที่หลวงพ่อปักกลด เมื่อเห็นว่าหลวงพ่ออยู่เพียงลำพัง เขาจึงเริ่มขว้างก้อนหินเข้าใส่กลด

ก้อนหินบางก้อนที่กระทบหลังคากลดกลับกระเด้งย้อนออกมาอย่างแรง นายตี๋ไม่ยอมเลิกราและตั้งใจขว้างก้อนหินให้ลอดเข้าทางประตูกลด เพื่อให้ถูกตัวหลวงพ่อโดยตรง

แต่ก้อนหินก้อนนั้นกลับเด้งย้อนขึ้นไปในอากาศ ก่อนตกลงมากระแทกศีรษะของนายตี๋จนได้รับบาดเจ็บ เลือดไหล และต้องไปให้แพทย์เย็บบาดแผลหลายเข็ม

เมื่อรักษาตัวจนหาย นายตี๋กลับไปกราบหลวงพ่อโอภาสี สารภาพสิ่งที่ทำและขอให้ท่านอโหสิกรรม หลวงพ่อไม่ได้ต่อว่าหรือแสดงความโกรธ เพียงอธิบายว่า ท่านไม่เคยคิดร้ายหรือพยาบาทใคร สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการกระทำของนายตี๋เอง

หลังจากเหตุการณ์นั้น นายตี๋เลิกคิดร้ายและกลายมาเป็นผู้ศรัทธาคอยอุปัฏฐากหลวงพ่อ

เรื่องนี้จึงถูกเล่าต่อกันมาในฐานะตัวอย่างของกรรมที่ย้อนกลับไปหาผู้กระทำ โดยหลวงพ่อไม่จำเป็นต้องตอบโต้ด้วยความโกรธหรือความรุนแรง

เรื่องที่สอง: ยิงปืนใส่กลด ก่อนต้องเผชิญคดีความ

เมื่อนายตี๋กลับกลายเป็นศิษย์หลวงพ่อ ผู้ว่าจ้างชื่อ “นายโสม” จึงเกิดความไม่พอใจ คืนหนึ่งเขาดื่มสุราจนเกิดความกล้า แล้วพกปืนเข้าไปบริเวณกลดของหลวงพ่อ

นายโสมตะโกนขับไล่หลวงพ่อให้ออกไปจากพื้นที่ ก่อนยิงกระสุนเข้าใส่กลดจนหมดลูกโม่ จากนั้นจึงกลับบ้านด้วยความสะใจ

แต่ในช่วงเช้ามืดของวันต่อมา ตำรวจจากกองปราบเดินทางมาล้อมบ้าน พร้อมหมายค้นและยึดปืนของเขาไปตรวจสอบ เนื่องจากสงสัยว่าอาจเป็นปืนที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมเจ้าของสวนคนหนึ่งในบริเวณใกล้เคียง

แม้นายโสมยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดี แต่ต้องถูกเรียกสอบสวนหลายครั้ง เสียทั้งเวลาและเงินทองในการจัดหาทนายความมาต่อสู้คดี

เมื่อไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร นายโสมจึงตัดสินใจไปกราบหลวงพ่อโอภาสี สารภาพว่าเคยใช้ปืนยิงขู่ท่านในเวลากลางคืน และขอให้หลวงพ่อช่วยเหลือ

หลวงพ่ออโหสิกรรมและพรมน้ำมนต์ให้ ภายหลังนายโสมพ้นจากข้อกล่าวหา และเช่นเดียวกับนายตี๋ เขาได้เปลี่ยนจากผู้คิดร้ายมาเป็นศิษย์ที่เคารพศรัทธาหลวงพ่อโอภาสี

เรื่องนี้ไม่ได้มุ่งชี้ว่า การขอพรสามารถทดแทนกระบวนการยุติธรรมหรือทำให้ผู้กระทำผิดพ้นผิด แต่สะท้อนความเชื่อเรื่องผลของการกระทำ การยอมรับความผิด และโอกาสที่มนุษย์จะกลับตัว

เรื่องที่สาม: ขโมยของในสำนักสงฆ์จนเกิดอาการผิดปกติ

ชายชาวจีนชื่อ “นายกวย” เช่าที่ดินทำสวนผักอยู่ใกล้สำนักสงฆ์ เขาเห็นว่าภายในสำนักมีสิ่งของจำนวนมาก ทั้งน้ำมันก๊าด น้ำมันมะพร้าว น้ำมันบัว และเครื่องใช้ต่าง ๆ จึงเริ่มถือวิสาสะหยิบไปใช้โดยไม่ขออนุญาต

ช่วงแรกนายกวยนำขวดมากรอกน้ำมันก๊าด เมื่อเห็นว่าไม่มีใครห้ามจึงเพิ่มปริมาณเป็นปี๊บ ต่อมาอยากได้สิ่งใดก็เข้ามาหยิบฉวยไปตามใจชอบ

ผู้ดูแลสำนักสงฆ์นำเรื่องไปกราบเรียนหลวงพ่อโอภาสี หลวงพ่ออธิบายว่า หากนายกวยมาขอดี ๆ ท่านย่อมให้ เพราะสิ่งของเหล่านี้มีผู้ถวายมา แม้แต่การนำไปเผาท่านยังทำได้ หากมีผู้เดือดร้อนมาขอไปกินหรือใช้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ

แต่สิ่งที่ไม่ถูกต้องคือการลักขโมย ทั้งที่สามารถขอได้โดยตรง

หลังจากนั้นไม่นาน มีคำบอกเล่าว่านายกวยเกิดอาการผิดปกติ ส่งเสียงร้องและเต้นคล้ายแสดงงิ้ว ไม่ทำงานและไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ญาติพาไปรักษาหลายแห่งแต่อาการไม่ดีขึ้น

ศิษย์ชาวจีนของหลวงพ่อโอภาสีตั้งข้อสังเกตว่า อาการอาจเกี่ยวข้องกับการที่นายกวยเข้าไปขโมยของในสำนักสงฆ์ ญาติจึงพาตัวเขามาพบหลวงพ่อ

เมื่อมาถึง หลวงพ่อกล่าวในทำนองว่า นายกวยได้รับผลจากการกระทำมาพอสมควรแล้ว ต่อไปหากต้องการสิ่งใดให้มาขออย่างถูกต้อง จากนั้นจึงบอกว่าเขาไม่ได้เป็นบ้าและสามารถกลับมาเป็นคนปกติได้

ตามคำบอกเล่า นายกวยได้สติกลับคืนทันที และไม่รู้ว่าตนเองเดินทางมาอยู่ที่สำนักสงฆ์ได้อย่างไร เมื่อญาติเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เขาจึงเข้าไปกราบขอขมาหลวงพ่อ

แทนที่หลวงพ่อจะลงโทษหรือขับไล่ ท่านกลับมอบน้ำมันก๊าดและน้ำมันบัวให้นายกวยนำไปใช้อย่างละหนึ่งปี๊บ แสดงให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การต้องการสิ่งของ แต่อยู่ที่การนำไปโดยไม่ขออนุญาต

เรื่องที่สี่: ธนบัตรขวัญถุงเดินทางข้ามประเทศ

ชายชื่อ “นายสมาน” เดินทางไปกราบหลวงพ่อโอภาสี และขอให้ท่านลงอักขระบนธนบัตรใบละ 100 บาท เพื่อเก็บไว้เป็นขวัญถุงประจำร้านอาหาร

หลังจากหลวงพ่อลงให้แล้ว นายสมานตั้งใจว่าจะนำธนบัตรไปใส่กรอบเก็บไว้ แต่ในช่วงนั้นมีญาติเดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกาและเล่าว่ากำลังจะไปเปิดร้านอาหารที่นครลอสแอนเจลิส จึงอยากได้ธนบัตรขวัญถุงไปไว้ที่ร้าน

นายสมานจึงมอบธนบัตรใบนั้นให้ญาตินำไปสหรัฐฯ โดยคิดว่าสามารถนำธนบัตรใบใหม่ไปขอให้หลวงพ่อลงอักขระให้อีกครั้งได้

เมื่อนายสมานนำธนบัตรใบใหม่ไปถวาย หลวงพ่อกลับส่งธนบัตรอีกใบคืนมาให้ เมื่อเขาตรวจดูหมายเลขจึงพบว่าเป็นธนบัตรใบเดิมที่มอบให้ญาตินำไปสหรัฐอเมริกาแล้ว

หลวงพ่อกล่าวในลักษณะว่า ธนบัตรเดิมเป็นของเฉพาะตัวนายสมาน ควรเก็บรักษาไว้ให้ดี ส่วนธนบัตรใบใหม่ ท่านจะจัดส่งไปสหรัฐอเมริกาให้เอง

หลายเดือนต่อมา นายสมานได้รับจดหมายจากญาติ เล่าว่าธนบัตรขวัญถุงที่ใส่กรอบแขวนไว้ใกล้โต๊ะแคชเชียร์หายไปอย่างลึกลับ เหลือเพียงกรอบเปล่า แต่ภายหลังกลับมีธนบัตรใบละ 100 บาทอีกใบปรากฏอยู่ในกรอบ โดยมีหมายเลขแตกต่างจากใบเดิม

เรื่องนี้ถูกเล่าต่อกันมาในฐานะอภินิหารของธนบัตรขวัญถุง ซึ่งเชื่อมโยงเหตุการณ์ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานร่วมสมัยที่สามารถใช้ตรวจสอบการเดินทางของธนบัตรทั้งสองใบได้ จึงควรรับฟังในฐานะประสบการณ์จากผู้ศรัทธา

อภินิหารที่ซ่อนคำสอนเรื่องกรรมและเมตตา

เมื่อพิจารณาเรื่องเล่าทั้งสี่ จะพบว่าจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การแสดงฤทธิ์เพื่อให้คนหวาดกลัวหรือหลงใหลในอำนาจเหนือธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมีคำสอนซ่อนอยู่ภายในแต่ละเหตุการณ์

ก้อนหินย้อนกลับเตือนว่า ผู้คิดทำร้ายผู้อื่นอาจได้รับผลจากการกระทำของตนเอง ผู้ยิงปืนใส่กลดต้องเผชิญความเดือดร้อนก่อนยอมรับผิด คนขโมยของต้องเรียนรู้ว่า สิ่งที่ต้องการสามารถขอได้โดยไม่จำเป็นต้องลักขโมย ส่วนธนบัตรขวัญถุงสะท้อนความเชื่อเรื่องความผูกพันระหว่างครูบาอาจารย์ ศิษย์ และวัตถุที่สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะบุคคล

สิ่งที่ปรากฏเหมือนกันในหลายเหตุการณ์คือ เมื่อผู้คิดร้ายกลับตัวและยอมรับผิด หลวงพ่อโอภาสีไม่ได้ปฏิเสธหรือซ้ำเติม แต่ให้อภัยและเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านั้นเริ่มต้นใหม่

บทสรุป

เรื่องราวอภินิหารของหลวงพ่อโอภาสีแห่งอาศรมบางมดได้รับการถ่ายทอดจากศิษย์และผู้ศรัทธามาหลายยุคสมัย แม้รายละเอียดบางส่วนไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือเอกสารประวัติศาสตร์ แต่เรื่องเล่าเหล่านี้ยังมีคุณค่าในฐานะภาพสะท้อนความเชื่อและคำสอนเรื่องกฎแห่งกรรม ความซื่อสัตย์ การให้อภัย และความเมตตา

ผู้สนใจควรศึกษาด้วยใจที่เปิดกว้าง แยกแยะระหว่างประวัติที่ตรวจสอบได้กับเรื่องเล่าทางศรัทธา และไม่ควรยึดติดเฉพาะอภินิหารจนละเลยหลักธรรมที่ซ่อนอยู่ภายใน


เครดิตและแหล่งที่มา

บทความนี้สรุปและเรียบเรียงจากคลิป:

“อภินิหาร หลวงพ่อโอภาสี”

ข้อมูลประกอบเรื่องเล่าชุดเดียวกัน:

ขอขอบคุณช่อง Pakklod New official Channel และผู้รวบรวมเรื่องราวต้นฉบับ สำหรับการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่เรื่องราวของหลวงพ่อโอภาสี

บทความนี้เป็นการสรุปและเรียบเรียงใหม่ด้วยภาษาของผู้เรียบเรียง ไม่ใช่การถอดคำบรรยายทั้งหมดจากคลิป ลิขสิทธิ์ในภาพ เสียง วิดีโอ และรูปแบบการนำเสนอต้นฉบับเป็นของเจ้าของช่อง

เนื้อหาเกี่ยวกับอภินิหาร พุทธคุณ และเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเป็นคำบอกเล่าและความเชื่อที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลต้นฉบับ มิใช่ข้อยุติทางประวัติศาสตร์หรือข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

Comments are closed.